บริหารจัดการอาคาร: การตรวจสอบระบบไฟฟ้าด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อน

บริหารจัดการอาคาร: การตรวจสอบระบบไฟฟ้าด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อน ปัจจุบันการตรวจสอบระบบไฟฟ้าได้นิยมใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนมาประยุกต์ใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อได้เปรียบการประยุกต์ใช้เครื่องมือดังกล่าวนั้นก็จะช่วยทำให้ไม่จำเป็นต้องดับกระแสไฟฟ้า

ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโดยกล้องถ่ายภาพความร้อนสามารถตรวจสอบขณะที่กระบวนการผลิตยังคงดำเนินการอยู่และเมื่อตรวจพบสิ่งผิดปกติแล้วก็ทำให้สามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดความสูญเสียและระยะเวลากระแสไฟฟ้าขัดข้องในกระบวนการผลิตได้ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความเชื่อถือได้และมีความมั่นคงสูง การตรวจสอบระบบไฟฟ้าด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องด้านการตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั้ง 2 ฝ่ายด้วยกันคือ

ผู้ให้บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้า

การตรวจสอบระบบไฟฟ้านั้นผู้ให้บริการตรวจสอบฯควรจะต้องทราบถึงปริมาณของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะต้องเข้าดำเนินการตรวจเพื่อที่จะได้วางแผนในการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถร้องขอจากผู้ว่าจ้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้

วงจรเส้นเดี่ยวของระบบไฟฟ้าของบริษัทที่จะดำเนินการตรวจสอบจุดประสงค์ก็เพื่อให้ทราบปริมาณงานและขอบเขตในการตรวจสอบ
ประเภทอุตสาหกรรมของโรงงานที่เข้าดำเนินการตรวจสอบ จุดประสงค์ก็เพิ่มจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลเป็นพิเศษ อาทิเช่น แว่นตานิรภัย, Ear Plug , หน้ากากป้องกันสารเคมีและอื่นๆ
ผู้ตรวจสอบควรชี้แจ้งเงื่อนไขการจัดทำรายงานแก่ผู้รับบริการใช้ชัดเจนเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการส่งมอบรายงานภายหลัง
ผู้ตรวจสอบควรแจ้งลูกค้าให้จัดเตรียมพนักงานของลูกค้าพาผู้ตรวจสอบเดินไปตำแหน่งที่ต้องการตรวจสอบและเป็นผู้เปิดตู้ไฟฟ้าต่างๆ
ผู้ตรวจสอบไม่ควรเปิดตู้ไฟฟ้าโดยภาระการหรือถ่ายภาพนอกเหนือจากลูกค้ากำหนด

ผู้รับบริการ

ผู้รับบริการการตรวจสอบฯควรจะต้องทราบถึงปริมาณของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะให้ผู้ตรวจสอบฯเข้าดำเนินการตรวจเพื่อจะได้ดำเนินการวางแผนพาผู้ตรวจสอบฯไปหาตำแหน่งอุปกรณ์ไฟฟ้าในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ซึ่งนอกเหนือจากข้อมูลที่จะต้องจัดเตรียมสำหรับผู้ให้บริการดังหัวข้อข้างต้น ผู้รับบริการควรดำเนินการนี้

ผู้รับบริการตรวจสอบต้องตกลงและทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการตรวจสอบฯให้ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆของการให้บริการ
ช่างเทคนิคหรือผู้รับผิดชอบพาผู้ตรวจสอบฯไปตรวจสอบระบบไฟฟ้านั้นควรทราบตำแหน่งของตู้ไฟฟ้าภายในโรงงานทั้งหมดเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบ
ช่างเทคนิคหรือผู้รับผิดชอบจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์หรือกุญแจสำหรับเปิดตู้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน
ช่างเทคนิคหรือผู้รับผิดชอบจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์หรือชุดพิเศษสำหรับเข้าตรวจสอบในกระบวนการผลิตพิเศษ
ช่างเทคนิคหรือผู้รับผิดชอบจะต้องเตรียมเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าแบบคล้องและไฟฉายเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบฯ

ขั้นตอนการตรวจสอบระบบไฟฟ้า

การตรวจสอบระบบไฟฟ้านั้นควรดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ระบบไฟฟ้าแรงสูงไปสู่ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและทำให้การทำรายงานมีความต่อเนื่องและในกรณีที่โรงงานหรือบริษัทมีหลายอาคารควรตรวจสอบทีละอาคารเพื่อป้องกันความสับสนในการทำรายงาน ซึ่งการตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่กล่าวข้างต้นให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าตั้งแต่ระบบไฟฟ้าแรงสูงไปสู่ระบบไฟฟ้าแรงต่ำนั้นสามารถสรุปอุปกรณ์ต่างๆได้ดังนี้

สถานีไฟฟ้าย่อย (กรณีโรงงานมีสถานีไฟฟ้าย่อย)ซึ่งประกอบด้วย Circuit Breaker, CT, PT, Air Break Switchและจุดต่อต่างๆ
ชุด Metering ของ กฟภ. หรือ กฟน. หรือ IPP และ SPP
สวิตซ์ตัดตอนแรงสูง (LBS) และ Ring Main Unit
หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ (Drop Out Fuse และ Lightning Arrestor และจุดต่อต่างๆ)
Main Distribution Board ซึ่งประกอบด้วย Air Circuit Breaker, CT ,Mold Case Circuit Breaker, HRC Fuse, Busbar, Magnetic Contactor และ อื่นๆ
Distribution Board ซึ่งประกอบด้วย Mold Case Circuit Breaker, CT , Busbar และ อื่นๆ
Load Center ซึ่งประกอบด้วย Miniature Circuit Breaker, Busbar, จุดต่อสายไฟฟ้า และ อื่นๆ

การตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละประเภท

อุปกรณ์ที่ในไฟฟ้าภายในอาคารและโรงงานอุตสาหกรรมนั้นจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชนิดและมีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกันและมีจุดในการตรวจสอบหรือให้ความสนใจเพื่อการตรวจสอบหาสิ่งผิดปกติที่แตกต่างกันไปซึ่งสามารถสรุปได้เบื้องต้นดังนี้

เซอร์กิตเบรกเกอร์

เซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นอุปกรณ์ป้องการกระแสเกินเนื่องจากการทำงานเกินพิกัดและการลัดวงจรไฟฟ้า ซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าต่างๆ
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ(Cable Lug)
การเกิดความร้อนภายในตัวเซอร์กิตเบรกเกอร์เนื่องจากหน้าสัมผัสภายในชำรุด (Bad Contact)

หม้อแปลงเครื่องมือวัด

หม้อแปลงเครื่องมือวัดหรือหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า (PT) และหม้อแปลงกระแสไฟฟ้า (CT) สำหรับชุด metering ต่างๆซึ่งระบบไฟฟ้าแรงดันสูงและปานกลางจะประกอบด้วย PT และ CT แต่ถ้าเป็นระบบแรงดันต่ำจะประกอบด้วย CT เพียงอย่างเดียวซึ่งสิ่งที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าภายนอกต่างๆ
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ(Cable Lug)
วัดอุณหภูมิ CT หรือ PT เปรียบเทียบกันระหว่างเฟสว่ามีอุณหภูมิใกล้เคียงกันหรือไม่ ถ้าพบว่าอุณหภูมิ CT หรือ PT ใดมีค่าสูงกว่า CT หรือ PT ปกติที่ติดตั้งในเฟสข้างเคียงประมาณ 10-15°C ให้สันณิฐานเบื้องต้นว่าจะเกิดสิ่งผิดปกติภายในตัว CT หรือ PT

ฟิวส์

ฟิวส์เป็นอุปกรณ์ป้องกันการลัดวงจรไฟฟ้า ซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าต่างๆ
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ(Cable Lug)
การเกิดความร้อนภายในกระบอกฟิวส์เนื่องจากเส้นฟิวส์ภายในเกิดการหลอมละลายทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อเทียบกับฟิวส์ชุดอื่นๆเมื่อทำงานที่สภาพโหลดใกล้เคียงกัน

สวิตซ์ตัดตอนแรงสูง

สวิตซ์ตัดตอนเป็นอุปกรณ์ปลด-สับขณะวงจรไฟฟ้าไม่มีโหลด ซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าต่างๆ
จุดหมุนที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ(Cable Lug)
สวิตซ์ตัดตอนแรงสูงบางแบบนั้นจะประกอบด้วยฟิวส์แรงสูงซึ่งอาจจะเกิดอุณหภูมิสูงภายในกระบอกฟิวส์เนื่องจากเส้นฟิวส์ภายในเกิดการหลอมละลายทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อเทียบกับฟิวส์ชุดอื่นๆเมื่อทำงานที่สภาพโหลดใกล้เคียงกัน

หม้อแปลงไฟฟ้า

หม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นๆในระบบไฟฟ้าซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าต่างๆ (Bushing)
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ (Cable Lug)
ครีบระบายความร้อน
ชุดเปลี่ยนแรงดันขณะมีโหลด (On Load Tap Change) สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง

คาปาซิเตอร์

คาปาซิเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อชดเชยค่า Reactive Power ให้กับระบบไฟฟ้าซึ่งส่วนประกอบต่างๆที่จะต้องตรวจสอบด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนนั้นจะประกอบด้วย:

จุดต่อและขั้วไฟฟ้าต่างๆ (Bushing)
จุดเข้าหัวสายหรือหางปลาต่างๆ(Cable Lug)
ตัวคาปาซิเตอร์โดยเปรียบเทียบกับคาปาซิเตอร์ที่ติดตั้งใกล้เคียงกันซึ่งอุณหภูมิขณะคาปาซิเตอร์ถูกนำเข้าระบบไฟฟ้านั้นความมีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน แต่ถ้าพบว่าคาปาซิเตอร์ตัวใดมีอุณหภูมิต่ำกว่าตัวอื่นๆมากให้สันณิฐานว่าคาปาซิเตอร์ตัวดังกล่าวอาจจะเสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งสามารถยืนยันความถูกต้องสามารถได้ด้วยวัดค่ากระแสไฟฟ้าของค่าคาปาซิเตอร์